ประวัติ กองทัพภาคที่ ๓
กองทัพภาคที่ ๓ ก่อกำเนิด เมื่อ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๔๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ สืบเนื่องมาจากเงี้ยวบ้านบ่อแก้ว แขวงเมืองลอง และบ้านป่าผึ้ง แขวงสูงเม่น จังหวัดแพร่ ได้เกิดการรวมตัวเป็นกบฏ ก่อการจลาจล และใช้อาวุธปืนบุกเข้ายึดเมืองแพร่ ได้รวบรวมกำลังต่อสู้ ๖ สิงหาคม ๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้พลโท เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็นแม่ทัพใหญ่ ยกกำลังเข้าปราบปราม ระหว่างทางเมื่อผ่านทางพิษณุโลก พิชัยและอุตรดิตถ์ ก็ได้เกณฑ์กำลังไปช่วยด้วย จนสามารถปราบปรามกบฏเงี้ยวได้สำเร็จ เมื่อ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๔๕ ในการเดินทางกลับ เมื่อผ่านเมืองพิษณุโลก ได้หยุดตั้งค่ายพักแรม และได้พิจารณาเห็นว่าภาคเหนือควรมีทหารประจำการณ์ไว้บ้าง จึงจัดตั้งกองทหารขึ้น ๑ กอง ประจำอยู่ที่พิษณุโลก และเป็นที่มาของทัพภาคที่ ๓ มาจนถึงปัจจุบัน โดยถือเอาวันที่ ๒๐ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ปราบกบฎเงี้ยวได้สำเร็จ จึงเป็นวันคล้ายวันสถาปนา กองทัพภาคที่ ๓ กองทหารที่จัดตั้งประจำเมือง พิษณุโลกนั้น ได้มีการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดหน่วยใหม่โดยจัดตั้งเป็นหน่วยระดับกองพล เรียกว่า กองพลที่ ๗
ปี พ.ศ.๒๔๕๔ เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพน้อยที่ ๒ มีหน่วยขึ้นตรง คือ กองพลที่ ๗ กรมทหารราบที่ ๗ กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๗ กองพันทหารช่างที่ ๒ กรมทหารพาหนะที่ ๗ และกองพลพยาบาลที่ ๗
ปี พ.ศ.๒๔๙๓ แปรสภาพเป็นกองทัพที่ ๓
ปี พ.ศ.๒๔๙๙ เปลี่ยนชื่อเป็นกองบัญชาภาคทหารบกที่ ๓
ปี พ.ศ.๒๕๐๑ เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพภาคที่ ๓ จนถึงปัจจุบัน โดยมี พลโท ประพันธ์ กุลพิจิตร เป็น แม่ทัพภาคที่ ๓ คนแรก และ พลโท ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน เป็น แม่ทัพภาคที่ ๓ คนปัจจุบัน กองทัพภาคที่ ๓ เป็นกำลังรบหลักของชาติที่รับผิดชอบ ภาคเหนือ ด้วยเกียรติประวัติที่ยาวนานจากอดีตสู่ปัจจุบัน ครบ ๑๐๖ ปี แห่งการสถาปนาหน่วย
ภารกิจ
ภารกิจในการเตรียมกำลัง
กองทัพภาคที่ ๓ ได้ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลในเรื่องการฝึกศึกษาเป็นอย่างมากเพื่อสร้างกำลังพลให้แข็งแกร่ง มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่โดยสิ่งที่ แม่ทัพภาคที่ ๓ ได้เน้นย้ำอยู่เสมอก็คือ การทำให้กำลังพลของกองทัพภาคที่ ๓ เป็นผู้ที่มีจิตสำนึกสาธารณะ(Public Mind) ซึ่งพร้อมที่จะสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมอยู่เสมอ
ภารกิจในการใช้กำลัง
กองทัพภาคที่ ๓ ได้นำกำลังพลออกไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการป้องกันประเทศในพื้นที่ ๘ จังหวัดชายแดนภาคเหนือ และพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้, การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด, การให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติโดยมอบหมายให้หน่วยทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าให้การช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีการร้องขอหรือสั่งการ
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยในห้วงที่ผ่านมานั้นได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ,เอกชนและประชาชน ปลูกป่าภายใต้โครงการ“พลิกฟื้นผืนป่า ด้วยพระบารมี”มีเนื้อที่ถึง ๓๕,๒๖๘ ไร่ สร้างฝายต้นน้ำถึง ๑๙,๐๐๐ ฝาย ดำ เนินโครงการ“ป้องภัยไฟป่า ด้วยพระบารมี”ในพื้นที่ ๙ จังหวัดภาคเหนือตอนบน กระทั่งสถานการณ์หมอกควันกลับสู่สภาวะปกติ,การจัดชุดวิทยากรเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปเผยแพร่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และรับฟังปัญหาในลักษณะของการ “ปรับทุกข์ ผูกมิตร” เพื่อนำข้อมูลความเดือนร้อนและความต้องการของประชาชน เสนอต่อรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปแก้ไขต่อไป
และภารกิจที่แม่ทัพภาคที่ ๓ ให้ความสำคัญสูงสุด คือการปฏิบัติงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งครอบคลุมอยู่ในพื้นที่ ๑๐จังหวัด ถึง ๔๓ โครงการ ที่ล้วนแล้วแต่นำ มาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างคุณประโยชน์นานับประการแก่พสกนิกรของพระองค์ท่าน ตลอดมา
ตลอด ๑๐๖ ปีที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ ๓ ยังคงดำรงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะร่วมทุกข์ ร่วมสุข และอยู่เคียงข้างประชาชนทั้ง ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ ในปัจจุบันภายใต้คำขวัญ “มีวินัยและน้ำใจ ทำอะไรก็สำเร็จ” ของ พลโททนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธินกองทัพภาคที่ ๓ จึงพร้อมเสมอที่จะรับใช้ประชาชนและพร้อมเสมอที่จะปกป้องสถาบันหลักของชาติ ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ให้สมกับที่เป็น “กองทัพเพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง
ที่มา กองทัพภาคที่ ๓.ประวัติกองทัพภาคที่ ๓.http://www.3armyarea-rta.com/indexmain.php


0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น