ทหารกับการพัฒนา

ทหารกับการพัฒนาในพื้นที่กองทัพภาคที่ ๓

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กองทัพภาคที่ 3

             ภาคเหนือ ดินแดนที่อุดมไปด้วยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ, แหล่งวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันงดงาม เป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าที่สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม จากรุ่นสู่รุ่นมาช้านาน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสายหลัก ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในภาคกลางมาโดยตลอด ภาคเหนือจึงเปรียบเสมือนเพชรเม็ดงามของประเทศ      ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า นอกจากความงดงามดังกล่าว ภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ซึ่งรองรับปัญหาด้านความมั่นคงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เนื่องจากภูมิประเทศบางส่วนประกอบไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนและมีแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งพม่าและลาวถึง ๒,๐๑๘ กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงตามมา เช่น ปัญหายาเสพติด, ปัญหาผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบ, ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

ประวัติ กองทัพภาคที่ ๓

         กองทัพภาคที่ ๓ ก่อกำเนิด เมื่อ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๔๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ สืบเนื่องมาจากเงี้ยวบ้านบ่อแก้ว แขวงเมืองลอง และบ้านป่าผึ้ง แขวงสูงเม่น จังหวัดแพร่ ได้เกิดการรวมตัวเป็นกบฏ ก่อการจลาจล และใช้อาวุธปืนบุกเข้ายึดเมืองแพร่ ได้รวบรวมกำลังต่อสู้ ๖ สิงหาคม ๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว        ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้พลโท เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็นแม่ทัพใหญ่ ยกกำลังเข้าปราบปราม ระหว่างทางเมื่อผ่านทางพิษณุโลก พิชัยและอุตรดิตถ์ ก็ได้เกณฑ์กำลังไปช่วยด้วย จนสามารถปราบปรามกบฏเงี้ยวได้สำเร็จ เมื่อ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๔๕ ในการเดินทางกลับ เมื่อผ่านเมืองพิษณุโลก ได้หยุดตั้งค่ายพักแรม และได้พิจารณาเห็นว่าภาคเหนือควรมีทหารประจำการณ์ไว้บ้าง จึงจัดตั้งกองทหารขึ้น ๑ กอง ประจำอยู่ที่พิษณุโลก และเป็นที่มาของทัพภาคที่ ๓ มาจนถึงปัจจุบัน โดยถือเอาวันที่ ๒๐ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ปราบกบฎเงี้ยวได้สำเร็จ จึงเป็นวันคล้ายวันสถาปนา กองทัพภาคที่ ๓ กองทหารที่จัดตั้งประจำเมือง พิษณุโลกนั้น ได้มีการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดหน่วยใหม่โดยจัดตั้งเป็นหน่วยระดับกองพล เรียกว่า กองพลที่ ๗

     ปี พ.ศ.๒๔๕๔ เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพน้อยที่ ๒ มีหน่วยขึ้นตรง คือ กองพลที่ ๗ กรมทหารราบที่ ๗ กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๗ กองพันทหารช่างที่ ๒ กรมทหารพาหนะที่ ๗ และกองพลพยาบาลที่ ๗
     ปี พ.ศ.๒๔๙๓ แปรสภาพเป็นกองทัพที่ ๓
     ปี พ.ศ.๒๔๙๙ เปลี่ยนชื่อเป็นกองบัญชาภาคทหารบกที่ ๓
     ปี พ.ศ.๒๕๐๑ เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพภาคที่ ๓ จนถึงปัจจุบัน โดยมี พลโท ประพันธ์ กุลพิจิตร เป็น แม่ทัพภาคที่ ๓ คนแรก และ พลโท ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน เป็น แม่ทัพภาคที่ ๓ คนปัจจุบัน กองทัพภาคที่ ๓ เป็นกำลังรบหลักของชาติที่รับผิดชอบ ภาคเหนือ ด้วยเกียรติประวัติที่ยาวนานจากอดีตสู่ปัจจุบัน ครบ ๑๐๖ ปี แห่งการสถาปนาหน่วย

ภารกิจ

ภารกิจในการเตรียมกำลัง
         กองทัพภาคที่ ๓ ได้ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลในเรื่องการฝึกศึกษาเป็นอย่างมากเพื่อสร้างกำลังพลให้แข็งแกร่ง มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่โดยสิ่งที่ แม่ทัพภาคที่ ๓ ได้เน้นย้ำอยู่เสมอก็คือ การทำให้กำลังพลของกองทัพภาคที่ ๓ เป็นผู้ที่มีจิตสำนึกสาธารณะ(Public Mind) ซึ่งพร้อมที่จะสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมอยู่เสมอ



ภารกิจในการใช้กำลัง
          กองทัพภาคที่ ๓ ได้นำกำลังพลออกไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการป้องกันประเทศในพื้นที่ ๘ จังหวัดชายแดนภาคเหนือ และพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้, การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด, การให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติโดยมอบหมายให้หน่วยทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าให้การช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีการร้องขอหรือสั่งการ

   การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
           โดยในห้วงที่ผ่านมานั้นได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ,เอกชนและประชาชน ปลูกป่าภายใต้โครงการ“พลิกฟื้นผืนป่า ด้วยพระบารมี”มีเนื้อที่ถึง ๓๕,๒๖๘ ไร่ สร้างฝายต้นน้ำถึง ๑๙,๐๐๐ ฝาย ดำ เนินโครงการ“ป้องภัยไฟป่า ด้วยพระบารมี”ในพื้นที่ ๙ จังหวัดภาคเหนือตอนบน กระทั่งสถานการณ์หมอกควันกลับสู่สภาวะปกติ,การจัดชุดวิทยากรเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปเผยแพร่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และรับฟังปัญหาในลักษณะของการ “ปรับทุกข์ ผูกมิตร” เพื่อนำข้อมูลความเดือนร้อนและความต้องการของประชาชน เสนอต่อรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปแก้ไขต่อไป
          และภารกิจที่แม่ทัพภาคที่ ๓ ให้ความสำคัญสูงสุด คือการปฏิบัติงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งครอบคลุมอยู่ในพื้นที่ ๑๐จังหวัด ถึง ๔๓ โครงการ ที่ล้วนแล้วแต่นำ มาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างคุณประโยชน์นานับประการแก่พสกนิกรของพระองค์ท่าน ตลอดมา
          ตลอด ๑๐๖ ปีที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ ๓ ยังคงดำรงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะร่วมทุกข์ ร่วมสุข และอยู่เคียงข้างประชาชนทั้ง ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ ในปัจจุบันภายใต้คำขวัญ “มีวินัยและน้ำใจ ทำอะไรก็สำเร็จ” ของ พลโททนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธินกองทัพภาคที่ ๓ จึงพร้อมเสมอที่จะรับใช้ประชาชนและพร้อมเสมอที่จะปกป้องสถาบันหลักของชาติ ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ให้สมกับที่เป็น “กองทัพเพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง


ที่มา กองทัพภาคที่ ๓.ประวัติกองทัพภาคที่ ๓.http://www.3armyarea-rta.com/indexmain.php

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่กองทัพภาคที่ ๓

          ภาคเหนือ เป็นแหล่งต้นน้ำธารที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย มีภูเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งชาวไทยภูเขาได้อาศัยอยู่กระจัดกระจาย และมีขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถีการดำรงชีวิตแตกต่างไปจากคนไทยพื้นราบโดยทั่วไป
          จากสภาพทางภูมิศาสตร์ และประชากรที่มีความหลากหลายในภาคเหนือ ทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญของภาคเหนือ      ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศโดยสรุปได้ดังนี้

ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน
          เนื่องจากบริเวณแนวชายแดน มีชนกลุ่มน้อยและชาวไทยภูเขา      เผ่าต่างๆ อาศัยอยู่ เขตแดนบางพื้นที่ยังไม่ชัดเจน ผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดน และการดูแลเพื่อมนุษยธรรม

ปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้
          เนื่องจากวิถีทางในการดำรงชีวิตของชาวไทยภูเขา ที่ยึดถือการทำไร่เลื่อนลอยเป็นหลัก ทำให้เกิดความต้องการพื้นที่ทำการเกษตรมากขึ้น และจำนวนประชากรของชนเผ่าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา


ปัญหาความยากจนและด้อยโอกาส
          เนื่องจากสภาพภูมิประเทศอยู่ท่ามกลางภูเขาสูง ห่างไกลความเจริญ การคมนาคมไม่สะดวก หน่วยงานของรัฐเข้าไปพัฒนาได้ไม่ทั่วถึง และราษฎรส่วนใหญ่มีฐานะยากจนเพราะมีอาชีพด้านการเกษตรเป็นหลัก ต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่


ปัญหายาเสพติด
          เนื่องจากราษฎรชาวไทยภูเขาปลูกฝิ่นกันมาหลายชั่วอายุคน และขบวนการค้ายาเสพติดยังคงมีการเคลื่อนไหวและปรับเปลี่ยนรูปแบบตลอดเวลา ทำให้ราษฎรตามแนวชายแดนบางส่วนเข้าไปมีส่วนร่วมกับการค้ายาเสพติด


         จากปัญหาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตามที่พระองค์ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎร พระองค์ได้ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎร และทรงติดตามเยี่ยมราษฎรด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นข้อมูลในการพระราชทานความช่วยเหลือ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในรูปแบบของ “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ทรงพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ให้ความรู้ทางด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ ศิลปาชีพ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถช่วยเหลือทางราชการในการเฝ้าระวังเหตุในพื้นที่ ตลอดทั้งแจ้งข่าวสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ราษฎรของพระองค์ท่าน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะได้ช่วยกันพัฒนาประเทศให้มีความเจริญมั่งคงสถาพร ตลอดไป


โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ
          เป็นพื้นที่เกิดปัญหาการบุกรุกทำลายป่าของราษฎร ปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดน และราษฎรชาวไทยภูเขาอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจาย
          สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระกรุณาธิคุณ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือราษฎรที่ยากจน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการตั้งถิ่นฐานและที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ที่สำคัญยิ่งราษฎรในโครงการต้องรักษาป่าต้นน้ำลำธาร โดยมีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
        รับสมัครราษฎรเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน ๔ เผ่า(กะเหรี่ยง,มูเซอ,ลีซอ และอาข่า) โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ สร้างคนให้ทำหน้าที่รักษาป่า และอยู่กับป่าได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน

โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ
          เป็นพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก แผ้วถางหลายพื้นที่กลายเป็นภูเขาหัวโล้น จนเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงมีแนวโน้มถูกแผ้วถางทำลายป่าเป็นวงกว้างต่อไป
          สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชประสงค์ให้ยับยั้งการบุกรุกทำลายป่าของราษฎร โดยให้หันมาเรียนรู้การทำเกษตรอย่างถูกหลักวิชาการ และนำไปประกอบอาชีพในพื้นที่ของตนเอง         ปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ป่าเพื่ออยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูล ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งผลให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อช่วยกันดูแลรักษาป่าไม้แล่งต้นน้ำลำธารต่อไป


โครงการศิลปาชีพ
        สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชประสงค์ เพื่อพัฒนาฝีมือด้านงานศิลปาชีพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมงานหัตถกรรมชาวไทยภูเขา พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และคุณค่ามากขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้ให้สมาชิกศิลปาชีพ สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ปัจจุบันได้นำผลิตภัณฑ์ของสมาชิกศิลปาชีพ นำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ยังต่างประเทศ เป็นที่รู้จักและชื่นชมโดยทั่วไป


โครงการฟาร์มตัวอย่าง ตามพระราชดำริ
             เป็นชุมชนหรือหมู่บ้านที่ประสบปัญหาความยากจน ด้อยโอกาส ขาดทางเลือก ในการประกอบอาชีพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทาน “โครงการฟาร์มตัวอย่าง ตามพระราชดำริ” เพื่อเป็นแหล่งสาธิตและถ่ายทอด ความรู้ด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ ศิลปาชีพ รวมถึงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การถนอมอาหารออกสู่ตลาด โดยราษฎรในชุมชนศึกษาเรียนรู้ และเป็นแรงงานในฟาร์ม แล้วนำความรู้กลับไปทำในพื้นที่ของตน ทำให้มีรายได้เสริม เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถช่วยดูแลรักษาป่าได้อย่างเกื้อกูล

โครงการพัฒนาชาวไทยภูเขา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ(หมู่บ้านยามชายแดน)
          มีลักษณะเป็นหมู่บ้านจัดตั้งขึ้นใหม่บริเวณแนวชายแดน โดยให้ราษฎรได้อาศัยถิ่นฐานเดิม ไม่ต้องอพยพมายังพื้นราบ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นจุดเฝ้าตรวจ รายงานข่าวสาร และสามารถรวมกำลังกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ขัดขวางการกระทำที่ส่งผลต่อความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงการดูแลรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธารสืบไปอย่างยั่งยืน

กลุ่มงานอื่นๆ
          เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต อนุรักษ์สภาพป่าที่สมบูรณ์ ฟื้นฟูสภาพป่าที่ถูกทำลาย โดยการทำเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่หลากหลายของแต่ละโครงการให้ลุล่วง และสามารถทำให้ชุมชนหมู่บ้านช่วยเหลือตนเองได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ขยายผลของการมีส่วนร่วมของชุมชน ดำเนินกิจกรรมตามที่ต้องการ


โครงการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าและน้ำภาคเหนือเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา(๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญของน้ำที่เป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ     จะเห็นได้จากตลอด ๖๐ ปี ที่เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษา และพระราชทานแนวทางเกี่ยวกับน้ำ
          สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีแหล่งน้ำที่เกิดจากภูเขาต้นน้ำลำธาร      ประเทศไทยไม่มีภูเขาหิมะ หากไม่มีป่าก็จะไม่มีแหล่งกำเนิดและเก็บกักน้ำ
          ห้วงที่ผ่านมาได้เกิดวิกฤตด้านทรัพยากรน้ำและป่าไม้อย่างรุนแรง อาทิเช่น น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม หมอกควันพิษ ภัยแล้ง น้ำท่วม    ซึ่งเกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เกินขีดจำกัด
             สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำริให้แม่ทัพภาคที่ ๓ ร่วมกับ ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ช่วยกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำระบบนิเวศโดยเร็ว
          กองทัพภาคที่ ๓ จึงได้จัดทำ “โครงการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าและน้ำภาคเหนือเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา(๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)” เพื่อสนอง     พระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยได้กำหนดเป็นพื้นที่วิกฤต จำนวน ๙ ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำปิง ,วัง ,ยม ,น่าน ,สาละวิน ,กก ,สะแกกรัง ,ป่าสัก และเจ้าพระยา มีเนื้อที่ประมาณ ๒๒๒,๑๑๑ ไร่ รวมถึงการปลูกจิตสำนึกให้คนในชาติมีใจรักต้นไม้ รักป่าไม้ โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน

โครงการความร่วมมือปลูกฝังอุดมการณ์ รักชาติรักภาษาไทย
          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทรงมีพระราชดำริแก่แม่ทัพภาค ๓ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๙ ความว่า “ปัจจุบันมีองค์กรต่างชาติเข้ามาสนับสนุนการเรียนภาษาอื่นๆ ในพื้นที่ชนบทและชายแดนมากขึ้น ในขณะที่การเรียนภาษาไทยไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควร”
          กองทัพภาคที่ ๓ ร่วมกับสำนักบริหารการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำโครงการฯขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ รักแผ่นดิน ให้กับราษฎรที่ห่างไกลทุรกันดาร ส่งเสริมการใช้ภาษาไทย สร้างกระบวนการทำงานระหว่างหน่วยงานให้แน่นแฟ้นมากขึ้น
          ได้มีการจัดทำเนื้อหาในหลักสูตร ประกอบด้วย อุดมการณ์รักชาติรักแผ่นดิน จิตสำนึกความเป็นไทย รู้ภาษาไทย(ฟัง ,พูด ,อ่าน ,เขียน)      ประวัติศาสตร์ชาติไทย วัฒนธรรมไทย ขนบธรรมเนียนประเพณีไทย
          ลงนามบันทึกข้อตกลง เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ และได้จัดทำแบบเรียน,จัดการอบรมครู เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ที่มา กองทัพภาคที่ ๓.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่กองทัพภาคที่ ๓.http://www.3armyarea-rta.com/Tup33.php

บทวิเคราะห์

          ทหารนั้นนอกจากจะมีหน้าที่เป็นรั้วของชาติในการป้องกันประเทศจากอริราชศัตรู รักษาอธิปไตยของชาติแล้ว ยังมีหน้าที่ในการเป็นส่วนช่วยพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพอีกด้วย การพัฒนาประเทศนั้น เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ เพราะถ้าประเทศชาติมีการพัฒนา ประชาชนมีการพัฒนา มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว ประเทศชาติก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง มั่นคงได้อย่างแน่นอน ดังคำขวัญที่ว่า “ยามศึกเรารบ ยามสงบเราพัฒนา”



          สถานการณ์ในปัจจุบันนั้น การรบแบบเผชิญหน้าโดยตรงนั้นมีน้อยมากจนอาจจะเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ จะมีก็เป็นการรบโดยอ้อม ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองต่างๆ เช่น การส่งยาเสพติดมามอมเมาเยาวชน ทำให้ประเทศชาติพัฒนาไปอย่างล่าช้า เป็นปัญหาสังคม เราจึงต้องหันมาดูภายในประเทศของเรา พัฒนาในส่วนที่ยังเป็นปัญหาอยู่ ในภาคเหนือนั้นเป็นภูมิภาคที่มีปัญหาหลายๆด้าน เป็นภูมิภาคที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านถึง ๗ จังหวัด และมีพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน มีชนกลุ่มน้อยอยู่มาก จึงมีปัญหาที่เห็นได้ชัดคือด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน ปัญหาคนต่างด้าวและชนกลุ่มน้อย ปัญหาด้านทรัพยากรป่าไม้ การตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาด้านความยากจนและด้อยโอกาส ปัญหาด้านยาเสพติด ซึ่งเหล่านี้เป็นปัญหาสำคัญต่อสังคมไทยโดยรวม ภารกิจของทหารอย่างหนึ่งคือ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศในทุกพื้นที่ หลายๆหน่วยงานของทหารจะมีพื้นที่รับผิดชอบ ตามยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เมื่อเราเข้าใจแล้ว เข้าถึงแล้ว เราก็พัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนโครงการในพระราชดำริต่างๆที่มีอยู่มากมายในทุกๆพื้นที่ของประเทศไทย หลายๆโครงการที่ทหารเป็นผู้ดูแล และรับผิดชอบอยู่ ในส่วนของกองทัพภาคที่ ๓ ก็มีหลายโครงการสำคัญๆที่รับผิดชอบอยู่ โดยอาจจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่หรือส่วนราชการต่างๆ
          โครงการที่กองทัพภาคที่ ๓ รับผิดชอบนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องนิเวศวิทยาและมนุษย์คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จะเห็นได้ว่าหลายๆโครงการมีกระบวนการจัดการแผนงานหรือกิจกรรมในการจัดสรรการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม มีการยับยั้งการบุกรุกทำลายป่า การฟื้นฟูในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีหรือเสื่อมโทรมให้ดียิ่งขึ้น มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้น โดยมีหลายโครงการที่ช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ สนับสนุน ให้ความรู้ในด้านการประกอบอาชีพ ด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ ศิลปาชีพ รวมถึงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การถนอมอาหารออกสู่ตลาด มีการตั้งถิ่งฐานและที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง มีการปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ รักแผ่นดิน ให้กับราษฎรที่ห่างไกลทุรกันดาร ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้มีความรักในภาษาของตน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในระยะยาว เป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ประเทศชาติต่อไป และในทุกๆโครงการนั้นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เป็นโชคดีของเราที่ได้เกิดมาในแผ่นดินไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงห่วงในประชาชนอย่างมากมายถึงเพียงนี้


นนร.พูนสิทธิ์  บุรพรัตน์

ผู้จัดทำ


นนร.พูนสิทธิ์  บุรพรัตน์
ชั้นปีที่ ๒ กองวิชากฏหมายและสังคมศาสตร์ เลขที่ ๓
นำเสนออาจารย์ ร้อยเอกฐนัส  มานุวงศ์